Montessori Teaching Methods (Thai)This is a featured page

The text below is similar to the english page on Montessori Teaching Methods. This information was provided by Khomloy Development Foundation. To see what Khomloy is doing with the Montessori Teaching Methods in the Daycares, click here.

ประวัติความเป็นมา

มอนเตสซอรี่ (Montessori) เป็นชื่อของแพทย์หญิงมาเรีย มอนเตสซอรี่ ชาวอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1870 และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1925

หลังจากที่มาเรีย มอนเตสซอรี่ จบแพทยศาสตร์ เธอได้มีโอกาสปฏิบัติงานกับเด็กที่มีความ บกพร่องทาง สติปัญญา ณ คลินิกจิตเวชศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรม จากการที่ได้ปฏิบัติงานกับเด็กเหล่านี้ เธอมีความเห็นว่าเด็ก เหล่านี้สามารถพัฒนาได้ หากได้รับความช่วยเหลือให้ ตรงจุด ดังนั้นในปี ค.ศ. 1898 ณ เมืองตูริน เมื่อเธอได้มีโอกาสบรรยายในที่ประชุมใหญ่ที่ Turin Education Congress เธอได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้น และได้รับความเห็นชอบจากทั้งวงการแพทย์และการศึกษา

หลังจากนั้น เธอได้รับแต่งตั้งโดยกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนบำบัดโรคจิตแห่งรัฐ (State Orthophrenic School) ตลอดเวลา 2 ปี ที่มอนเตสซอรี่รับหน้าที่ดังกล่าว เธอได้ศึกษาค้นคว้าและดูงานทางด้านนี้ เพิ่มเติมในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส นอกจากนี้เธอยังได้ศึกษางานของ Edward Sequin ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาระบบ การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเข้าสอบของรัฐรวมกับเด็กปกติและปรากฎว่า เด็กของมอนเตสซอรี่สามารถสอบผ่านได้อย่างดีทุกคน จากนั้นมอนเตสซอรี่ได้กลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรมอีกครั้ง โดยได้ศึกษาวิชาปรัชญา และจิตวิทยา และได้เรียนงานของ Jean Itard และ Edward Sequin ใหม่อย่างละเอียด นอกจากนี้เธอยังได้แปลงานที่เขาเขียนเป็นภาษาอิตาเลี่ยนเพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น

ในปี ค.ศ. 1907 มอนเตสซอรี่ได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองของ บ้านเด็ก (Casa Dei Bambini) ซึ่งต้อง ดูแลเด็กอายุ 3-7 ปี ที่ บ้านเด็ก มาเรีย มอนเตสซอรี่ ได้นำเอาวิธีการเดียวกันกับ ที่ใช้กับเด็กที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญามาประยุกต์ใช้กับเด็กปกติและได้ปรับวิธีการสอนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เนื่องจากเธอเชื่อว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญานั้นเพียงมีความล้าหลังทางพัฒนาการเท่านั้น ดังนั้นด้วยวิธีเดียวกันซึ่งเธอประสบผลสำเร็จมาแล้วนั้น จึงน่าจะใช้ได้ผลกับเด็กปกติใน บ้านเด็ก นอกจากนั้นเธอยังได้ค้นพบหลักการในการกระตุ้นจิตและสมองของเด็ก โดยให้เด็ก ได้จับต้องหรือเล่นอุปกรณ์ต่างๆ ที่เธอประดิษฐ์ขึ้น โดยให้เด็กมีโอกาสเลือกอุปกรณ์เอง ซึ่งทำให้เด็กเกิดสมาธิและความคิด ในการสร้างสรรค์ เธอได้ให้เด็กเริ่มทดลองอ่านและเขียนหนังสือตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ ซึ่งปรากฏว่าเด็กสามารถประสมคำ อ่านคำ และฝึกเขียนหนังสือได้ด้วยความสนใจ และสนุกสนานเพลิดเพลิน ผลงานของมอนเตสซอรี่ ได้กระจายไปทั่วโลก และมีคนมาเยี่ยมชม บ้านเด็ก มากมาย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แพทย์หญิงมอนเตสซอรี่ ผู้ซึ่งเคยหลีกเลี่ยงการเป็นครูตามที่พ่อแม่ของเธอต้องการ โดยการเลือกเรียนวิชาแพทย์ และได้เป็นสตรีอิตาลีคนแรกที่ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตรบัณฑิต ได้กลายมาเป็นครูโดยสมบูรณ์แบบ

มอนเตสซอรี่ ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายกับการเขียนตำราจากประสบการณ์ของเธอ และในการฝึกอบรมครู สาธิต การสอน และปาฐกถาทั่วยุโรป อเมริกา และอินเดีย

ปรัชญาของมอนเตสซอรี่

มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เราสามารถสร้างสังคมทีดีและก่อกำเนิดโลกขึ้นมาใหม่ได้โดยการ ให้การศึกษาที่ดีแก่เด็ก เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ซึ่งจะเป็นผู้สร้างสังคมใหม่ เด็กแต่ละคนเป็นผู้เริ่มอนาคตใหม่ ดังนั้นเด็กทุกคนจึงเป็นอนาคตของเรา มอนเตสซอรี่เชื่อว่าเราสามารถใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคม และแก้ไขปัญหาปัจจุบันได้ เพราะฉะนั้น การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก เพราะการศึกษาเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง

สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยสร้างให้เด็กเป็นไปตามที่เขาเป็นอยู่ แต่จิตซึ่งเกิดมาพร้อมๆ กับเด็กได้กำหนดลักษณะนิสัยของเด็กมาก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามการที่เราจัดสภาพแวดล้อมที่ดี ที่เหมาะแก่การเรียนรู้ให้กับเด็กจะช่วยส่งเสริมสิ่งที่เด็กมีอยู่แล้วในตัวได้ ดังนั้นปรัชญาของมอนเตสซอรี่จึงมุ่งที่ตัวเด็ก โดยให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการศึกษา จากการสังเกตเด็กศึกษาเด็ก แล้วจึงสร้างวิธีการรอบๆ เด็ก จึงเห็นได้ว่าเด็กเป็นผู้ทำให้มอนเตสซอรี่ เกิดความคิดในการคิดค้นวิธีการสอนในระบบนี้ ทั้งนี้จากปรัชญาของมอนเตสซอรี่ที่เชื่อว่าเด็กเป็น ผู้สร้างตนเอง

มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กแต่ละคนที่เกิดมาจะมีสิ่ง 2 สิ่งที่สำคัญอยู่ในตัว คือ เด็กมีจิตซึมซับ ซึ่งหมายถึงว่า เด็กจะสามารถเรียนรู้ได้โดยการซึมซับสิ่งต่างๆ รอบตัวจากการมองเห็น และจากการสัมผัส โดยในระยะแรก (0-3 ขวบ) เด็กจะซึมซับโดยไม่รู้ตัว แต่ต่อมา (3-6 ขวบ) จากการเคลื่อนไหวและจับต้องสิ่งของรอบตัว เด็กจะเรียนรู้โลกภายนอกและสิ่งต่างๆ อย่างรู้ตัว ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เด็กได้ซึมซาบเมื่อระยะแรกจะเริ่มมีความหมายสำหรับเด็กและทำให้เด็กเข้าใจยิ่งขึ้น เด็กมีช่วงเวลาหลักของชีวิต ในช่วงชีวิตเด็กจะมีช่วงเวลาหลักของชีวิต ที่เด็กจะสามารถเรียนรู้จำเพาะอย่างได้โดยง่ายดาย

ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส

แรกเกิด - 1 ½ เรียนรู้จากการเคลื่อนไหว
1 ½ - 3 ขวบ พัฒนาการทางภาษาพูด
1 ½ - 4 ขวบ พัฒนาการทางกล้ามเนื้อประสาทสัมผัส
2 - 4 ขวบ มีความสนใจเกี่ยวกับระเบียบในสิ่งแวดล้อม และในชีวิตประจำวัน
2 - 6 ขวบ เรียนรู้ทางดนตรี
2 ½ - 6 ขวบ มีความละเอียดอ่อนในเรื่องของประสาทสัมผัสเรียนรู้ความรู้สึกและ พฤติกรรมที่ควรมีต่อสังคม
3 - 6 ขวบ มีความเข้าใจถึงส่วนเกี่ยวข้องที่ผู้ใหญ่พึงมีต่อเด็ก
3 ½ - 4 ½ ขวบ เรียนรู้ทางด้านการเขียน
4 - 4 ½ ขวบ ประสาทสัมผัสในการจับต้อง
4 ½ - 5 ½ ขวบ เรียนรู้ทางด้านการอ่าน

ดังนั้น หน้าที่ของเราคือเราจะต้องเข้าใจและให้ความช่วยเหลือเด็กในส่วนที่จำเป็น เช่น การเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเด็กในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยไม่ไปเร่ง เด็กก่อนวัยเรียน และพยายามที่จะไม่ไปยับยั้งพัฒนาการทั้งทางกายและทางใจ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการเสริมสร้างบุคลิกภาพของเด็กที่จะค่อยๆ มีขึ้น เป็นที่น่าสังเกตว่าเราควรประคบประหงมเด็ก ไม่เพียงแต่ในระยะที่อยู่ในครรภ์เท่านั้น แต่เด็กจะต้องได้รับการดูแลอย่างดีทั้งทางร่างกายและ จิตใจเมื่อเกิดมาแล้วด้วย มีพ่อแม่และครูจำนวนไม่น้อยที่มองข้ามการดูแลทางด้านจิตใจของเด็ก เด็กจะได้รับการดูแลเลี้ยงดูอย่างสมบูรณ์ที่สุดทางด้านร่างกายไม่ว่าจะเป็นอาหาร การออกกำลังกาย หรือการพักผ่อน แต่มักจะถูกละเลยการดูแลทางด้านจิตใจ ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าทางด้านร่างกายเลย ในสังคมเรามีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความสมบูรณ์ทางด้านร่างกายแต่ทว่ามีความพิการทางใจ ซึ่งส่วนหนึ่งมากจากสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูในวัยเด็ก

วิธีการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่

ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในเรื่อง ปรัชญามอนเตสซอรี่ ว่าเมื่อเด็กเกิดมาบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยได้กำหนดมาก่อนแล้ว แต่สภาพแวดล้อมที่ดีที่เหมาะแก่การเรียนรู้สำหรับเด็กจะช่วย ส่งเสริม สิ่งที่เด็กมีอยู่แล้วในตัวได้นั้น เราจึงเห็นได้ว่าหัวใจของวิธีการเรียนการสอนแบบ มอนเตสซอรี่ ประกอบด้วย 2 สิ่งด้วยกัน คือ 1) สภาพแวดล้อม และ 2) ครูผู้ตระเตรียมสภาพแวดล้อมนั้น

มอนเตสซอรี่ เปรียบสภาพแวดล้อมนี้กับสถานที่ ซึ่งจะสามารถบำรุงเลี้ยงดูเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะหากครูสามารถเตรียมสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับเด็ก โดยอาจจะดูช่วงเวลาหลักของชีวิตเด็กแต่ละคน ในความสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ แล้วจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม สภาพแวดล้อมนั้นก็จะสนองความต้องการของเด็ก และเด็กก็จะสามารถเสริมสร้างบุคลิกภาพ และลักษณะนิสัยที่ดีให้แก่ตนเองได้

วิธีการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่จึงเป็นระบบและระเบียบ เด็กแต่ละคนจะสามารถเรียนรู้ได้ตามความพร้อมและความสามารถของตนเอง โดยมีครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะ ครูจะต้องได้รับการฝึกอบรมในการใช้สื่ออุปกรณ์แบบมอนเตสซอรี่ เพื่อสาธิตวิธีการให้เด็กอีกต่อหนึ่ง

วิธีการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ในลักษณะที่ดีที่สุด โดยการให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง นอกจากนี้เด็กยังสามารถเรียนรู้และแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง โดยที่ไม่ต้อง ให้ใครมาบอกว่าเขาผิด เด็กมี อิสระ ในการเลือกปฏิบัติงานโดยใช้สื่ออุปกรณ์ที่ครูได้จัดเตรียมไว้แล้วอย่างพิถีพิถัน และจากการที่ได้มีอิสระในการเลือกสื่ออุปกรณ์ตามความชอบ และความสนใจของตนแทนการทำตาม คำสั่ง จึงทำให้เด็กเกิดความรู้สึกพึงพอใจ นอกจากนี้การกระทำ ของเด็กจะสนองความต้องการ ภายในของเด็กเอง เนื่องจากได้เลือกทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ ซึ่งในที่สุดเด็กจะค่อยๆ พัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง และความเชื่อมั่นในตนเอง นอกจากนี้สิ่งสำคัญในการที่ได้เลือกสื่ออุปกรณ์ตามความต้องการของตนเอง คือจะช่วยพัฒนาเด็กให้เกิด สมาธิ เนื่องจากเด็กจะสนใจปฏิบัติงานชิ้นนั้นและปฏิบัติงานอย่างมีความสุขและสงบ เด็กมีความจำเป็นที่จะต้องมีจิตที่มีสมาธิ เพราะเด็กจะไม่สามารถเรียนรู้ได้เลย หากจิตของเด็กวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา

จากการที่เด็กมีอิสระในการเลือกสื่ออุปกรณ์เองและลงมือปฏิบัติงานเองตามช่วงเวลาที่ตนต้องการ โดยไม่มีใครมาคอยเร่ง หรือกำหนดเวลาให้ จึงทำให้เด็กมีโอกาสที่จะประสบกับความสำเร็จ ดังนั้นในระบบการสอนนี้จึงไม่มีการแข่งข้น เด็กทุกคนมีโอกาสปฏิบัติงานที่ตนเองเลือกตามความพร้อมของตนเอง โดยไม่มีการเปรียบเทียบและตามช่วงเวลาที่ตนต้องการ เด็กของมอนเตสซอรี่จะไม่ปฏิบัติงานเพื่อหวังรางวัลหรือเพื่อไม่ให้ถูกทำโทษ รางวัลในการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ คือ ความสำเร็จ ที่เด็กได้รับจาการปฏิบัติงาน

นอกจากการมีอิสระในการ เลือก สื่ออุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเอง จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเป็นตัวของตัวเองแล้ว สื่ออุปกรณ์ ในห้องเรียนยังช่วยส่งเสริม ความเป็นตัวของตัวเองให้กับเด็กได้อีกทางหนึ่งด้วย มอนเตสซอรี่คิดว่า ถ้าเด็กสามารถหยิบ จับ ยก หรือถืออะไรต่ออะไรได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ใหญ่ เด็กจะเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้นมอนเตสซอรี่จึงจัดให้สื่ออุปกรณ์ทุกชิ้นในห้องเรียนมีขนาดพอเหมาะกับเด็ก เพื่อที่เด็กจะได้พึ่งตนเอง นอกจากมอนเตสซอรี่จะสนับสนุนให้เด็กรู้จักพึ่งตนเองแล้ว เธอยังส่งเสริมให้เด็กรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย การที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นทำให้เด็กเกิดความรู้สึกภูมิใจและส่งเสริมให้เด็กเป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้ความร่วมมือ ซึ่งจะติดตัวเด็กไปจนเป็นผู้ใหญ่

นอกจากเด็กจะได้มีอิสระ เป็นตัวของตัวเอง มีสมาธิ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้ความร่วมมือแล้ว วิธีการของมอนเตสซอรี่ยังจะช่วยฝึกให้ เด็กมีวินัยในตนเอง ซึ่งการมีวินัยในตนเองนี้ ไม่ได้เกิดจาการถูกบังคับ หรือจ้ำจี้จ้ำไช แต่เป็นสิ่งที่จะค่อยๆ เกิดขึ้นเองจากการซึมซับจาก สภาพแวดล้อมที่ครูได้ตระเตรียมไว้แล้วเป็นอย่างดี เช่น การที่เด็กมีสมาธิในการปฏิบัติงานของตน ในมุมที่ต้องการโดยไม่ไปรบกวนผู้อื่น การรู้จักเก็บสื่ออุปกรณ์ไว้ที่เดิมทุกครั้งหลังจากการนำมาใช้แล้ว (สื่ออุปกรณ์ทุกชิ้นจะมีที่ที่เก็บของมันเอง และนี่ก็คือการเตรียมสภาพแวดล้อมที่ดีของครู) และการเตรียมสื่ออุปกรณ์ที่ใช้ปฏิบัติงานเสร็จแล้วนั้นให้อยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับเด็กคนต่อไปจะนำไปใช้ปฏิบัติงานได้ทันที สิ่งเหล่านี้เมื่อเด็ก ได้ปฏิบัติเป็นประจำทุกวันก็จะเกิดเป็นนิสัย และปลูกฝังให้เด็กมีวินัยในตนเอง มีความรับผิดชอบ อีกทั้งมีความเกรงใจผู้อื่น ซึ่งจะก่อให้เกิดความมีระเบียบเรียบร้อยและสงบสุขในสังคมได้อีกต่อหนึ่ง

ห้องเรียนแบบมอนเตสซอรี่

ห้องเรียนแบบมอนเตสซอรี่ จะจัดไว้อย่างมีระเบียบ แต่ในขณะเดียวกันเด็กที่อยู่ในห้องเรียนนั้นจะมีความรู้สึกที่สบายใจและเป็นธรรมชาติที่สุด เช่น โต๊ะ เก้าอี้ จะไม่วางเรียงหน้ากระดานเต็มห้องสำหรับเด็กทุกคน แต่จะจัดในสภาพที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลาตามความเหมาะสม อีกทั้งจะมีเพียงไม่กี่ชุดและไม่ได้เจาะจงว่าเป็นของใคร เมื่อเด็กคนใดต้องการปฏิบัติงานบนโต๊ะ ก็สามารถเลือกโต๊ะที่ยังว่างอยู่ได้ ในขณะเดียวกันเด็กคนอื่น อาจเลือกที่จะปฏิบัติงานบนพื้น ซึ่งมีเนื้อที่กว้างพอสำหรับเด็กที่จะปฏิบัติงานเดี่ยวหรืองานกลุ่มได้ นอกจากนี้โต๊ะ เก้าอี้ยังมีขนาดและน้ำหนักเบาเหมาะสมกับเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถเคลื่อนย้ายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งครู สำหรับบนโต๊ะปฏิบัติงานของเด็กนั้นจะต้องไม่มีสิ่งอื่นใด เว้นแต่ สื่ออุปกรณ์ ที่เด็กใช้ปฏิบัติงานอยู่เท่านั้น พื้น ผนัง เพดาน และสื่ออุปกรณ์ในห้องเรียนจะต้องมีสีที่ไม่ฉูดฉาด และอยู่ในสภาพที่สะอาดอยู่เสมอ

สื่ออุปกรณ์แต่ละชิ้นจะถูกจัดไว้ในชั้นอย่างมีระเบียบ และมีที่ประจำสำหรับสื่ออุปกรณ์ทุกชิ้น ชั้นวางสื่ออุปกรณ์นี้จะอยู่ระดับที่เด็กสามารถหยิบออกมาใช้ได้เอง การจัดสื่ออุปกรณ์จะจัดไว้เป็นกลุ่ม โดยแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ 1) กลุ่มทักษะชีวิตประจำวัน 2) กลุ่มประสาทสัมผัส 3) กลุ่มวิชาการ ซึ่งประกอบด้วย มุมภาษาและมุมคณิตศาสตร์ นอกจากมุมภาษาและมุมคณิตศาสตร์ครูสามารถเพิ่มมุมวัฒนธรรมซึ่งประกอบด้วย วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โต๊ะธรรมชาติศึกษา ศิลปะและงานประดิษฐ์เข้าไปได้อีกด้วย สำหรับกลุ่มต่างๆ นี้ จะได้กล่าวในรายละเอียดพร้อมอธิบายถึงขั้นตอนการสาธิตสื่ออุปกรณ์แต่ละชิ้นให้เด็กในกลุ่มทักษะชีวิตประจำวัน กลุ่มประสาทสัมผัส และกลุ่มวิชาการ โดยละเอียดอีกครั้ง

นอกจากสื่ออุปกรณ์ต่างๆ จะได้จัดไว้เป็นกลุ่มๆ แล้ว ในแต่ละกลุ่มนั้น สื่ออุปกรณ์จะต้องวางเรียงตามลำดับง่ายไปหายาก โดยเริ่มจากซ้ายไปขวา (จะสังเกตว่ากิจกรรมทุกอย่างในการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่จะเริ่มจากซ้ายไปขวาทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กได้ซึมซับกับการปฏิบัติงาน จากซ้ายไปขวา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอ่านและเขียน) สำหรับสื่ออุปกรณ์นั้น จะมีเพียงอย่างละหนึ่งชิ้นเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อฝึกให้เด็กรู้จัก การรอคอย เด็กจะทราบว่าสื่ออุปกรณ์ชิ้นนั้นขณะนี้เด็กคนอื่นกำลังใช้ปฏิบัติงานอยู่ ดังนั้นไม่ว่าตนเองจะอยากปฏิบัติงานกับสื่ออุปกรณ์ชิ้นนั้นมากเพียงไรก็ต้องรอให้เพื่อนปฏิบัติงานเสร็จก่อนแล้วนำไปเก็บไว้ในชั้นเรียบร้อยแล้ว เด็กคนอื่นจึงจะนำออกมาปฏิบัติงานได้ นอกจากนี้สื่ออุปกรณ์ทุกชิ้นจะต้องเป็นของจริงๆ เช่น แก้วน้ำ กรรไกร มีด เพื่อให้เด็กได้ ฝึกทักษะการใช้ที่ถูกต้อง การให้เด็กได้ใช้สื่ออุปกรณ์จริงๆ เช่น แก้วน้ำ เด็กจะเรียนรู้ว่าถ้าแก้วนั้นตกจะแตก และจะรู้จักระมัดระวังมากยิ่งขึ้น สำหรับครูจะต้องคอยสังเกตว่า สื่ออุปกรณ์ทุกชิ้นในชั้นเรียนอยู่ครบและสมบูรณ์ เพราะหากสื่ออุปกรณ์ ชิ้นหนึ่งชิ้นใดหักหรือหายไปแล้ว นอกจากอาจจะเป็นอันตรายกับเด็กแล้วยังอาจทำให้เด็กเกิดการสับสน และท้อแท้ในการปฏิบัติงานชิ้นนั้นได้อีกด้วย

ห้องเรียนมอนเตสซอรี่จะคละเด็ก โดยให้เด็กต่างอายุอยู่ในห้องเดียวกัน เช่น ในห้องหนึ่งอาจมีเด็กอายุตั้งแต่ 2 ½ ขวบถึง 6 ขวบเรียนอยู่ด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ได้กว้างขวางขึ้น เช่น เมื่อเด็กเข้าเรียนตอนอายุ 2 ½ ขวบ เขาจะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้จากเด็กที่โตกว่า และเด็กที่มีประสบการณ์มากกว่าต่อเมื่อเขาโตขึ้นเขาจะสามารถช่วยเหลือเด็กเล็กจากทักษะต่างๆ ที่เขาได้พัฒนาแล้วนั้นได้ นอกจากนี้เด็กจะมีโอกาสเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน และการปฏิบัติตนกับผู้ที่มีอายุเท่ากันและต่างกันได้อย่างถูกต้องและมีความสุข

ครูมอนเตสซอรี่

ครูมอนเตสซอรี่เป็นเพียงผู้นำทาง หรือผู้ชี้แนะ และจะต้องผ่านการฝึกอบรมการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่แล้วสามารถ สาธิต การใช้สื่ออุปกรณ์ให้เด็กเป็นรายบุคคลได้ หลังจากการสาธิตแล้ว ครูจะต้องเฝ้าสังเกตเด็ก แต่ขณะเดียวกันไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย จนกว่าเด็กจะขอความช่วยเหลือ และหากเด็กกำลังสนใจปฏิบัติงานของเขาอยู่ ครูจะต้องเคารพในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ และไม่ไปรบกวน แม้แต่การไปชมหรือแก้ไขข้อบกพร่อง ทั้งนี้เพราะเป็นการไปขัดขวางการปฏิบัติงานของเด็ก ซึ่งเป็นการสร้างอุปสรรคแล้ว ยังขัดขวางการเสริมสร้างบุคลิกภาพของเด็กอีกด้วย เนื่องจากการปฏิบัติงานของเด็กเกิดจากความรู้สึกนึกคิดโดยอิสระ แต่หากการปฏิบัติงานนั้นเป็นไปตามคำสั่งของผู้อื่นแล้ว การปฏิบัติงานนั้นย่อมไม่ตรงกับความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของเด็ก ครูต้องรู้ถึงขั้นตอนของการพัฒนาการของเด็ก แล้วจึงจัดสภาพแวดล้อมและสื่ออุปกรณ์ให้สอดคล้อง เพื่อส่งเสริมพัฒนาการนั้นยิ่งๆ ขึ้นไป ดังนั้นครูจึงมีหน้าที่รักษาระเบียบและความเรียบร้อยของห้องเรียน โดยการเดินตรวจตราเพื่อว่าจะได้ช่วยเหลือเด็กที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเงียบๆ รู้ว่าเมื่อใดควรให้เด็กใช้ความสามารถของตนเอง เมื่อใดควรยื่นมือเข้าไปช่วย และเมื่อใดควรยับยั้งการกระทำที่ไม่ถูก ไม่ควรของเด็ก เด็กอาจใช้เวลานานเท่าใดก็ได้ในการแก้ปัญหาของตนเอง ดังนั้นครูจึงต้องจัดสื่ออุปกรณ์ให้เหมาะกับระดับความสามารถของเด็กไม่ง่ายจนน่าเบื่อ และไม่ยากจนเด็กเกิดความท้อแท้ จะสังเกตได้ว่าในห้องเรียนของการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่นั้น ครูไม่ใช่ศูนย์กลางของห้องเรียนและเราแทบจะไม่สังเกตเห็นครูด้วยซ้ำ หากเรามองเข้าไปในห้องเรียนเราจะเห็นแต่เด็กนักเรียนนั่งปฏิบัติงานบนโต๊ะหรือบนเสื่อกันอย่างเงียบๆ สำหรับครูนั้นจะนั่งอยู่ข้างๆ เด็กคนใด คนหนึ่งที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า งานของครูในการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่นี้จึงเป็นงานที่ละเอียดอ่อนมาก เด็กจะมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือการเรียนรู้นั้นจะถูกขัดขวางแค่ไหนขึ้นอยู่กับบทบาทของครูเพียงผู้เดียว

สิ่งที่เด็กจะได้รับจากการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่

จากบทข้างต้นที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นว่ามอนเตสซอรี่มีหลักในการสอนเด็กคือ ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกเรื่องที่จะเรียนเอง เลือกสื่ออุปกรณ์เอง เลือกสถานที่หรือมุมที่จะใช้ในการเรียนเอง มีอิสระในการเคลื่อนย้าย และพูดคุยกับเพื่อนหรือครูได้ ทั้งนี้จะต้องอยู่ในขอบเขตที่ว่า ไม่รบกวนผู้อื่นและไม่ทำลายให้ข้าวของเสียหาย สิ่งที่เด็กจะได้รับจากหลักการสอนนี้คือ เด็กจะได้มีโอกาสเป็นตัวของตัวเอง มีโอกาสได้คิดเอง ทำเอง ซึ่งส่งเสริมให้เด็กรู้จักไตร่ตรองและหาเหตุผล และสามารถเลือกประพฤติปฏิบัติได้เองอย่างถูกต้อง

การศึกษาแบบเก่าไม่ได้สอนเด็กด้วยวิธีที่คล้อยตามสภาพความเป็นจริง หรือธรรมชาติของเด็ก แต่จะบีบบังคับให้เด็กต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการ ซึ่งจะนำเด็กไปสู่ความตีบตันทางปัญญา ทั้งนี้เพราะเด็กมีไม่มีอิสระในการทำ ในการคิดเอง การศึกษาเป็นกระบวนการ ที่ต่อเนื่องกัน ถ้าเด็กได้มีโอกาสทำเอง คิดเอง ต่อไปเด็กจะเป็นบุคคลที่มีปัญญา และจะสามารถ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ นอกจากจะมีจุดมุ่งหวังให้เด็กมีการพัฒนาการ และเกิดทักษะซึ่งจะติดตัวไปชั่วชีวิตแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย (ตัวอย่างในเรื่องกลุ่มทักษะชีวิตประจำวัน) ทั้งนี้เพราะมอนเตสซอรี่มีความเชื่อว่า ถ้าคนเรามีประสบการณ์ กว้างขวางเกี่ยวกับชีวิตจริงๆ แล้ว ก็จะสามารถก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ นอกจากนี้สิ่งที่ดี ที่สุดในการเรียนรู้สำหรับเด็กในวัยนี้ คือการเรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่พบเห็น จับต้องได้เป็นรูปธรรม ดังนั้นมอนเตสซอรี่จึงมีสื่ออุปกรณ์มากมายเป็นสื่อสำหรับเด็ก เพราะเด็กในวัยนี้เรียนรู้โดยการบอกเล่าไม่ได้ต้องลงมือปฏิบัติงานเอง นอกจากนี้การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่เด็กจะได้หยิบจับสื่ออุปกรณ์ ปฏิบัติและทดลอง ซึ่งจะฝึกเด็กให้เป็นคนช่างสังเกตมากกว่าการนั่งเรียนในชั้นเรียนอย่างเดียว จะสังเกตได้ว่าเด็กที่เติบโตแล้วเขียนหนังสือไม่ถนัด ทำอะไรช้าหรือแม้กระทั่งประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จากเครื่องเล่นปีนป่ายหรือโหนกลางสนามนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเมื่อวัยเด็กไม่มีประสบการณ์ในการฝึกกล้ามเนื้อมือ ซึ่งการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ จะจัดสื่ออุปกรณ์สำหรับฝึกตั้งแต่กล้ามเนื้อมัดเล็กจนถึงกล้ามเนื้อมัดใหญ่ตามลำดับ

นอกจากนี้ การที่เด็กได้มีโอกาสเลือกงานทำเองและปฏิบัติเองเงียบๆ จะช่วยให้เด็กเรียนรู้การตัดสินใจหรือ ตกลงใจได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ปัจจุบันเราพบว่ามีเด็กที่เติบโตอยู่ในวัยหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถคิดเองหรือ ตัดสินใจเองได้ ทั้งนี้เพราะเมื่อวัยเด็ก พ่อแม่ และครูตัดสินใจและจัดการให้หมดทุกอย่าง เด็กไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลย

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่เด็กได้รับจากการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ คือ เด็กได้ฝึกให้มีอิสระและรู้จักพึ่งตนเอง เพราะ สิ่งเหล่านี้จะเป็นเหตุสำคัญต่อการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเด็กได้ และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเด็กที่มีอิสระและรู้จัก พึ่งตนเองจะมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และมุ่งมั่นสูงกว่าเด็กที่ไม่มีอิสระและไม่รู้จักการพึ่งตนเอง เด็กในวัยนี้มีอัตราการพัฒนาอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาในด้านร่างกาย ซึ่งจะต้องมีการเคลื่อนไหว และอิสระในการที่จะทำอะไรได้โดยไม่มีการบังคับ ดังนั้นห้องเรียนของ มอนเตสซอรี่จึงให้อิสระเด็กในการเคลื่อนไหว

นอกจากนั้นสิ่งที่เด็กได้รับจากการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี คือมีความเคารพนับถือในตนเอง เมื่อทำผิดแล้วยอมรับผิด ตระหนักในคุณค่าของความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์ต่อตนเอง เคารพสิทธิของผู้อื่น รู้จักปฏิบัติตามกฎ สามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในระเบียบวินัยและไม่ก้าวร้าวทั้งวาจาและการปฏิบัติต่อผู้อื่น การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ จะเตรียมเด็กให้ได้ทักษะในการนำไปใช้กับเนื้อหาวิชาการต่อไป และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกรณีต่างๆ ได้ ไม่ใช่รู้แต่เพียงจากการจำเนื้อหาที่ครูสอนให้เท่านั้น การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ จะเน้นให้เด็กคิดและเข้าใจแทนการท่องจำ ซึ่งถ้าเด็กท่องจำแล้วไม่นานก็ลืม

เด็กที่เรียนแบบมอนเตสซอรี่ มีโอกาสที่จะปฏิบัติงานได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกตามความสนใจของเด็กเอง และจะส่งผลให้เด็กมีทักษะมากขึ้น ซึ่งเด็กในระบบอื่นจะไม่มีโอกาสเช่นนี้ นอกจากนี้เด็กที่เร่งเรียนยังจะขาดพัฒนาการทางด้านสังคม และในการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย การส่งเสริมทางด้านปัญญาไม่ได้หมายความว่าเด็กจะต้องอ่านหนังสือออก เท่านั้น แต่หมายถึงการส่งเสริมให้เด็กรู้จักแก้ปัญหา

การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญมากสำหรับเด็ก เพราะเปรียบเสมือนการลงรากฐานตึก เด็กจะมีทัศนคติที่ดีหรือไม่ดีต่อการศึกษานั้นอยู่ที่ประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้รับจากสถานศึกษาปฐมวัย ถ้าเด็กถูกดุ ถูกบังคับให้เรียนหนังสือ เด็กจะมีความรู้สึกว่าการเรียนไม่สนุก และเป็นเรื่องที่จะต้องถูกดุ ถูกบังคับ และจะเกลียดฝังใจไปจนโต

แต่การเรียนการสอนเด็กตามพัฒนาการและตามธรรมชาติของเด็ก โดยค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เด็กก็จะมีความสุข สนุกสนานกับการเรียน เมื่อเด็กมีความพร้อมแล้ว การเรียนก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากแม้ว่าเมื่อเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง เด็กจะช้าหน่อย แต่สักระยะเมื่อเขาปรับตัวได้แล้ว เขาก็จะสามารถเรียนไปได้อย่างไม่มีปัญหา และที่สำคัญที่สุดก็คือเขาจะมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน จะเรียนด้วยความมั่นใจและเข้าใจ

โครงการเกี่ยวก้อยการศึกษา มูลนิธิโคมลอยเพื่อการพัฒนา


reneeschlatter
reneeschlatter
Latest page update: made by reneeschlatter , Jul 16 2009, 3:20 AM EDT (about this update About This Update reneeschlatter Edited by reneeschlatter

2 words added

view changes

- complete history)
More Info: links to this page
There are no threads for this page.  Be the first to start a new thread.

Related Content

  (what's this?Related ContentThanks to keyword tags, links to related pages and threads are added to the bottom of your pages. Up to 15 links are shown, determined by matching tags and by how recently the content was updated; keeping the most current at the top. Share your feedback on Wetpaint Central.)